ระยะของโรคอัลไซเมอร์และอาการของโรค

ระยะของโรคอัลไซเมอร์และอาการของโรค

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคชนิดหนึ่งในกลุ่มอาการสมองเสื่อมอาการของโรคอัลไซเมอร์จะค่อยเป็นค่อยไป และจะความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาการของระยะต่างๆ มีดังนี้ค่ะ

ระยะที่ 1 

เรียกได้ว่าระยะก่อนมีอาการ ในระยะนี้การตรวจร่างกายผลจะไม่พบว่าเป็นโรค ในระยะนี้จะดูไม่ชัด คือ มีความบกพร่องด้
านการเรียนรู้เล็กน้อย เช่น การเรียนรู้ที่เป็นสิ่งใหม่ หรือเรื่องที่ซับซ้อน


ระยะที่ 2 

เริ่มมีการสูญเสียส่วนความจำระยะสั้น (Short-Term Memory ย่อว่า STM) หมายถึง เป็นความจำ หลังการรับรู้สิ่งต่างๆที่พึ่งพบเจอหรือสิ่งใหม่ๆ เช่น ลืมที่จอดรถ ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน ลืมว่าเมื่อสักครู่ทำอะไรมา นอกจากนี้ยังพบว่า มีความบกพร่องเล็กน้อยเรื่องทักษะการใช้ภาษาและการสื่อสาร เช่น เลือกใช้คำผิด นึกคำที่จะพูดหรือชื่อสถานที่ที่คุ้นเคยไม่ออก

ระยะที่ 3 

มีปัญหาการสื่อสารการใช้ภาษามากขึ้น เช่น การเลือกใช้คำและการเรียกชื่อคน พูดผิดๆถูกๆบ่อยขึ้น จะชอบถามซ้ำๆ ลืมว่าตัวเองได้ยินหรือพูดอะไรไปบ้าง
ระยะนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องงานที่ทำในชีวิตประจำวัน หรืองานที่ทำเป็นกิจวัตรประจำ กิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำจะทำได้ยากขึ้น ทำได้ช้าลง หรือ จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง  ลืมกิจวัตรหรือขั้นตอนที่ทำเคยทำเป็นประจำ มีอาการหลงลืมบ่อยขึ้น เช่น ลืมสิ่งของ ลืมของมีค่า วันนัดหมายสำคัญๆ ลืมวันเวลา เริ่มมีปัญหาด้านการวางแผนและการจัดการทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง มีอาการหลงทิศทาง

ระยะที่ 4 

ในระยะนี้ จะมีการสูญเสียความทรงจำทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อาการหลงลืมเพิ่มระดับมากขึ้น มีปัญหาการจำเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบัน มีปัญหาเรื่องการคิดตัวเลขและการคำนวน เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสังคม หลงลืมเรื่องของบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีต เริ่มมีการเปลี่ยนของสภาวะอารมณ์ เช่น ความเครียด อาการหดหู่ ซึมเศร้า ก้าวร้าว มีพฤติกรรมการต่อต้านสังคม

ระยะที่ 5 

มีปัญหาด้านความจำเด่นชัดมากขึ้น ไม่สามารถจดจำรายละเอียดสำคัญของตนเองได้ เช่น ลืมเบอร์มือถือ ที่อยู่ ที่ทำทำงานของตนเอง สับสนเรื่องวันเวลาสถานที่เช่น ลืมว่าตัวเองอยู่ไหนวันเวลาอะไร  

ระยะที่ 6 

สูญเสียระดับการรับรู้ (awareness) ต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม ทั้ง ชื่อบุคคล วัน เวลา สถานที่ สูยเสียส่วนความคิด ความจำ การตัดสินใจ ไม่สามารถจดจำบุคคลใกล้ชิดหรือผู้ดูแลได้ มีอาการหลงเหมือนละเมอ อาการทางจิตประสาท มีการเปลี่ยนแปลงทางบุคคลิกภาพและพฤติกรรมอย่างมาก
มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการนอน  เช่น หลับระหว่างวันแต่ตื่นกลางคืน ไม่สามารถใส่หรือเลือกเสื้อผ้าตนเองได้

ระยะที่ 7 

สูญเสียทักษะการพูด สูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่นการแต่งตัว การกิน การอาบน้ำด้วยตนเอง มีปัญหาการกลืน กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง


ระยะนี้ เป็นระยะที่ต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพราะผู้ป่วย

จะได้แค่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้เลย


การจัดท่าทางในผู้ป่วยอัมพาต ตอนที่ 2 การจัดท่านั่ง

การจัดท่าทางในผู้ป่วยอัมพาต ตอนที่ 2 การจัดท่านั่ง

ไม่ว่าจะนั่งบนเตียง หรือนั่งเก้าอี้ ต้องจัดท่าให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อยึดติด กล้ามเนื้อเกร็ง นำไปสู่ความเจ็บปวดและข้อต่อยึดติดในที่สุด

การจัดท่านั่งบนเตียง

1. กรณีเตียงสามารถปรับหัวเตียงได้ 

จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง โดยสะโพกอยู่ชิดเตียงให้มากที่สุด ใช้หมอนหนุนแขนข้างอัมพาต จัดแขนให้อยู่ในลักษณะกางออกเล็กน้อย มือชี้ไปด้านหน้า วางคว่ำราบขนานไปกับเตียง ถ้าผู้ป่วยตัวเอียงมาด้านอัมพาตให้ใช้หมอนดันพยุงตัวไว้ด้านอัมพาต ขาเหยียดตรงชี้ไปด้านหน้า (รูป ที่ 1) สามารถใช้หมอนหนุนแขนทั้ง 2 ข้างของผู้ป่วยได้ เพื่อความสบาย ** ผู้ป่วยที่มีอาการเกร็งงอที่มือ ให้พยายามจับข้อศอกให้เหยียด และนิ้วมือเหยียดบ่อยๆ วางราบบนหมอน และถ้าผู้ป่วยมีอาการเกร็งที่ขา เช่น ขาหนีบและหมุนบิดเข้าด้านใน ให้จับขากางออกเล็กน้อย จัดเข่าให้ตรง ใช้หมอนใบเล็กๆ นิ่มๆ บางๆ หรือผ้าขนหนูสอนใต้เข่า และม้วนผ้าขนอีกผืนดันด้านในเข่าข้างที่เกร็งไว้ ไม่ควรใช้หมอนสอดระหว่างขา เพราะจะยิ่งเพิ่มการเกร็ง
รูปที่ 1 ท่านั่งบนเตียงที่เหมาะสมในผู้ป่วยอัมพาตซีกขวา

2. กรณีเตียงไม่สามารถปรับระดับหัวเตียงได้ 

จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง โดยสะโพกอยู่ชิดเตียงให้มากที่สุด ใช้หมอนวางหนุนดันด้านหลัง เพื่อให้พยุงดันหลังให้ตรง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวกับเตียง ที่จะทำให้ตัวผู้ป่วยเขยื่อนไปด้านหน้าได้ จัดวางแขนด้านหน้าบนโต๊ะ หรือจะวางไว้ด้านข้างบนหมอนตามรูปที 1 ก็ได้ 
รูปที่ 2 ท่านั่งบนเตียงที่เหมาะสมในผู้ป่วยอัมพาตข้างใดก็ได้

การจัดท่านั่งบนเก้าอี้

จัดท่าผู้ป่วยให้นั่งตรง สะโพกชิดกับเบาะด้านหลังให้มากที่สุด สะโพกอยู่ในแนวตรงและตั้งฉาก  ไม่บิดหมุนไปด้านใดด้านหนึ่ง จัดแขนให้วางบนโต๊ะที่มีหมอน แขนกางออกเล็กน้อย มือคว่ำและชี้ไปด้านหน้า  (รูปที่ 3 - 4) หรือวางแขนไว้บนหมอนบนตักผู้ป่วย มือชี้ไปด้านหน้า วางขนานไปกับหมอน 

รูปที่ 3 ท่านั่งบนเก้าอี้ที่เหมาะสมในผู้ป่วยอัมพาตซีกขวา

รูปที่ 4 ลักษณะกระดูกเชิงกรานที่ถูกต้องในท่านั่ง


#โรคหลอดเลือดสมอง #โรคอัมพฤกษ์ #โรคอัมพาต #อัมพาตครึ่งซีก #กายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาต #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุที่บ้าน #โฮมพีที

การจัดท่าทางบนเตียงสำหรับผู้ป่วยอัมพาต

การจัดท่าทางบนเตียงสำหรับผู้ป่วยอัมพาต
ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกในระยะช่วง 1-3 สัปดาห์แรก กล้ามเนื้อซีกหนึ่งของร่างกายจะมีภาวะอ่อนแรงแบบปวกเปียก (flaccid paralysis) หลังจากนั้นแขนขาจะเริ่มขยับได้ เริ่มที่จะเคลื่อไหวได้บางส่วน กล้ามเนื้อมีการเปลี่ยนแปลงจากภาวะอ่อนปวกเปียกเป็นการเกร็งตัว ผู้ป่วยควบคุมการเคลื่อนไหวได้บางส่วน  และพบการเกร็งขณะเคลื่อนไหวซึ่งผู้ป่วยไม่หรือเมื่อเผลอ ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถบังคับได้ เช่น นิ้วมืออยู่ในลักษณะงอ กำ ข้อศอกงอ แขนบิดเข้าหาลำตัว ข้อเท้ากระดกลง นิ้วเท้าจิกลง ซึ่งการเกร็งของกล้ามเหล่านี้จะมีความเกร็งมากน้อย ขึ้นกับรอยโรคพยาธิสภาพที่สมอง แต่ก็สามารถที่จะลดการเกร็งและผิดรูปได้ ขึ้นอยู่กับ การออกกำลังกาย กายภาพบำบัดที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดท่าท่างการนอน ในระยะที่เป็นอัมพาตช่วงแรก จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันความผิดปกติของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ได้แก่ การหดสั้นของกล้ามเนื้อ การเกร็ง และข้อติด

การจัดท่านอนหงาย
หมอนที่หนุนศีรษะต้องพอดีไม่สูงไม่ต่ำ โดยดูจากเวลาหนุน ให้หน้าพากและคางอยู่ในลักษณะขนานไปบนเตียง ถ้าหัวอยู่สูงกว่าแสดงว่า หมอนสูงไป ถ้าคางเชิดแสดงว่าหมอนต่ำ และศีรษะต้องอยู่ในแนวตรง ใช้หมอนใหญ่หนุนที่หัวไหล่และแขนข้างอ่อนแรง หรือหมอนฝบเล็กขนาดเท่ากันหนุนก็ได้แต่ต้องมีความหนาเท่ากัน เพื่อให้ข้อศอกราบกับเตียง ไม่งอ ใช้มือดึงสะบักผู้ป่วยออกมาเพื่อไม่ให้นอนทับสะบัก จัดแขนให้อยู่ในลักษณะแขนหมุนออกนอกลำตัว ข้อศอกตรง ข้อมือหงาย หมอยรองที่ขาเพื่อจัดขาให้อยู่ในลักษณะตรง (รูปที่1) ถ้าข้อมือเกร็งไม่สามารถหงายได้ หาถุงน้ำหนักเบาๆจัดท่าให้ข้อมือหงาย หรือนิ้วโป้งตั้งขึ้นเพดาน วางถุงน้ำหนักที่ห่อผ้าตรงแขนท่อนล่างเหนือข้อมือ (รูปที่2) ในท่านอนหงายนี้ห้ามใช้อะไรก็ตามดันปลายเท้า ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องดัดปลายเท้าเพื่อไม่ให้เท้าจิกนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะจะยิ่งกระตุ้นการเกร็ง  (รูปที่ 3)

รูปที่ 1 การจัดท่านอนหงายในผู้ป่วยอัมพาต
                                             
 รูปที่ 2 การจัดมือในท่านอนหงายในผู้ป่วยอัมพาต
                                       
รูปที่ 3 การจัดท่าทางของเท้าที่ผิดในผู้ป่วยอัมพาต
                                     
การจัดท่านอนตะแคงทับข้างอ่อนแรง

การจัดท่านอนตะแคงในระยะอ่อนแรง ที่ผู้ป่วยยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สามารถจัดตะแคงได้ทั้ง 2 ด้าน สลับกัน โดยในท่าตะแคงทับด้านอ่อนแรง ให้ระวังการนอนทับหัวไหล่ ให้จับสะบักข้างอ่อนแรงและดึงออกนอกลำตัว เพื่อให้ไม่นอนทับสะบัก หาหมอนหนุนที่หลัง และขาผู้ป่วย พยายามจัดแขนให้ยื่นมาด้านหน้า (รูปที่ 4) โดยห้ามดึงที่ข้อมือ ให้ดึงเบาๆที่สะบัก อีกมือช่วยประคองต้นแขน

รูปที่ 4 การจัดท่านอนตะแคงทับข้างอ่อนแรงในผู้ป่วยอัมพาต
                            

 การจัดท่านอนตะแคงทับข้างปกติ

ใช้หมอนเพื่อวางแขนข้างอ่อนแรง โดยจัดท่าให้แขนข้างอ่อนแรงยื่นมาด้านหน้า โดยการจับที่สะบักโน้มมาข้างหน้า อีกมือหนึ่งประคองแขนไว้  จัดให้วางอยู่บนหมอน สอดหมอนไว้ที่หลังและขาข้างผู้ป่วย (รูปที่ 5)
รูปที่ 5 การจัดท่านอนตะแคงทับข้างปกติในผู้ป่วยอัมพาต


#โรคหลอดเลือดสมอง #โรคอัมพฤกษ์ #โรคอัมพาต #อัมพาตครึ่งซีก #กายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาต #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุที่บ้าน #โฮมพีที

PT. DELIVERIES GROUP


โฮมพีที   Home..PT

อุปสรรคในการนำพาผู้ป่วย..ไปทำการบำบัดฟื้นฟู ที่โรงพยาบาล หรือคลีนิก ..   ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป..PT..Deliveries Group.


ขจัดปัญหาของท่าน ด้วยบริการ ให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และทำกายภาพบำบัด ฟื้นฟู
อย่างต่อเนื่อง เป็นภาระกิจที่จำเป็นที่สุด สำหรับผู้ป่วยทางกายภาพ ทุกประเภท

ท่านพบปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่
          แพทย์ให้นำผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เนื่องจาก ความพิการทางสมอง หรืออาการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต ไปทำกายภาพบำบัด ที่โรงพยาบาล      หรือที่คลีนิก สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่...


1.ไม่มีใครว่างพาผู้ป่วยไป เพราะภาระกิจประจำวัน


2.ต้องมีคนช่วยอุ้ม ช่วยพยุง ต้องเรียกรถแท็กซี่ หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล ทุกครั้ง
 
3.รอนาน.. แต่กลับได้รับการรักษา บำบัด ฟื้นฟู ไม่ถึง 1 ชั่วโมง หรือ แค่ ครึ่งชั่วโมง















4.ทำไม..ไม่รู้สึกว่าอาการจะดีขึ้นบ้างเลย

5.จ้างพี่เลี้ยง หรือแม่บ้านดูแล หรือตัวท่านเองที่ต้องดูแลผู้ป่วย ยังขาดความรู้ในการฟื้นฟู บำบัด 
   ที่ควรทำทุกวัน เพื่อผลก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในการฟื้นตัวของผู้ป่วย

6.อยากให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองในเรื่องง่ายๆ ได้บ้าง

โทร. 


063-569-2624

03 Mar 2011  By  Pt.Tan



#โรคหลอดเลือดสมอง #โรคอัมพฤกษ์ #โรคอัมพาต #อัมพาตครึ่งซีก #กายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดที่บ้าน
#กายภาพบำบัดผู้ป่วยที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาต #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุที่บ้าน #โฮมพีที 

การบริการ...กายภาพบำบัด ที่บ้าน..คืออะไร?



บริการทางกายภาพบำบัด ที่บ้านของผู้ป่วยเพื่อตรวจประเมินและบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ได้แก่  กระดูก  กล้ามเนื้อ เอ็น และ   ข้อต่อต่างๆ  ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยทางระบบประสาท เช่น...
อัมพฤกษ์  อัมพาต  หรือเด็กที่พิการทางสมอง

รวมทั้ง บริการให้คำปรึกษา แก้ไขภาวะการบาดเจ็บจาก.....           การออกกำลังกาย เล่นกีฬา ที่มีปัญหา ปวด ตึง เมื่อย ร้าว       กล้ามเนื้อ ข้อ เส้นเอ็น กระดูก...

-->










โทร. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

0ุ95-935-9244  ตั้งแต่ 8.00-24.00 น.
  


ตึง ร้าว ปวด เมื่อย จากการทำงาน



เมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ จะพบอาการปวด ตึง ร้าว เอว หลัง บ่า และคอ และอาจพบอาการปวดศรีษะ ร่วมด้วย
หรืองานที่ต้องใช้สรีระ ร่างกาย อวัยวะ แขนขา
เช่น ใส่รองเท้าส้นสูง เดิน หรือ ยืน นานๆ จะเกิดอาการปวด
ตึงได้ ตั้งแต่ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ข้อพับ ไปจนถึงสะโพกและก้นได้  เป็นต้น














ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ นานๆ




จะพบอาการ ปวด ตึง ร้าว ตั้งแต่ นิ้วชี้ ข้อมือ แขน ข้อศอก ต้นแขน บ่า ไหล่ ไปจนถึง คอ และศรีษะ ได้
















 
-->
ปวดหลัง-เอว จากภาวะตั้งครรภ์



ด้วยน้ำหนักทารกในครรภ์ มารดา รวมทั้งน้ำคร่ำ และน้ำหนักตัวของมารดาที่มากขึ้นตามตัวทารก จึงเกิดอาการ กดทับไปที่กระดูกสันหลัง เอว สะโพก ก้นกบ ต้นขา ข้อเข่า ข้อเท้า ซึ่งบ่อยครั้ง พบว่าผู้ที่ตั้งครรภ์ ตั้งแต่ 6 เดือน เป็นต้นไป จะเกิดอาการ เจ็บ ปวด ตึง เมื่อย อย่างมากได้










-->


บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือเล่นกีฬา


-->

อัมพฤกษ์ อัมพาต และข้อเข่าเสื่อม
                                                                                             


อาการที่พบบ่อย ของผู้ป่วยสมองเสื่อม หรือพิการทางสมอง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในการ นั่ง ยืน เดิน กินอาหาร ผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต เหล่านี้ ล้วนต้องได้รับการบำบัด ฟื้นฟู อย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วย สามารถกลับมาใช้อวัยวะ ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือตัวเองได้ ลดภาระในการดูแล และช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ที่ตนเองสามารถกลับมาใช้งานอวัยวะต่างๆ ได้บ้าง


                                                                                              

เจ็บ ปวด เมื่อย ร้าว จากการออกกำลังกาย

เด็ก หรือผู้สูงอายุ สมองเสื่อม หรือพิการทางสมอง


เช่นเดียวกันกับ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต การบำบัด ฟื้นฟู ต้องอาสัยความต่อเนื่อง และอดทน อย่างยาวนาน เพื่อพัฒนา การเคลื่อนไหว ประสาทสัมผัส กล้ามเนื้อ ของอวัยวะ ส่วนต่าง ที่สมองต้องจดจำ และสั่งการ ซึ่งสมองส่วนที่เสื่อม นั้นๆ ลืมหน้าที่สำคัญต่างๆ ไปแล้ว




และถ้าเป็นในเด็กพิการทางสมอง ตั้งแต่ กำเนิด ก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่า
เพื่อการพัฒนาการในการเคลื่อนไหวของเขา




สิ่งสำคัญ คือ เมื่อท่านพบปัญหา อย่านิ่งนอนใจ สอบถาม ขอคำแนะนำ 

และรีบทำการบำบัดรักษา ฟื้นฟู เสียแต่แรก อาการและภาวะเจ็บ ปวด ตึง ร้าว 

จะสามารถทุเลา และหายไปได้รวดเร็ว มากกว่า การปล่อยทิ้งไว้นานๆ

03 Mar 2011  By  Pt.Tan


#โรคหลอดเลือดสมอง #โรคอัมพฤกษ์ #โรคอัมพาต #อัมพาตครึ่งซีก #กายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาต #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน #กายภาพบำบัดผู้สูงอายุที่บ้าน #โฮมพีที